วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

กฤษณา, ไม้หอม

ปัจจุบันสภาวะเศรษฐกิจโลกย่ำแย่ ราคาสินค้าทางการเกษตรตกต่ำเป็นอันมาก ปัญหามากมายรุมเร้า ไม่ว่าจะเป็นราคาปุ๋ย ราคาน้ำมัน ราคาสินค้าอื่นๆ ที่เป็นต้นทุนทางการเกษตรล้วนมีราคาสูงขึ้น ตัดรายได้ของผู้ทำการเกษตรลดต่ำลง จนถึงขาดทุน เป็นการยากที่เกษตรกรจะตัดสินใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งลงไป
ในภาวะเช่นนี้กลุ่มเกษตรกรทางภาคตะวันออกของไทย ได้รวมตัวกันเป็นเป็นวิสาหกิจชุมชนปลูกต้นไม้กฤษณากันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เนื่องจากสารกฤษณาที่สกัดได้ในรูปของน้ำมันที่สะสมอยู่ในเนื้อไม้นั้นมีราคาซื้อขายในท้องตลาดค่อนข้างสูง ทำให้เกษตรกรมีรายได้ดีอีกทั้งไม้กฤษณานั้นสามารถปลูกร่วมกับพืชอื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นสวนป่า สวนผลไม้ สวนยางพารา หรือสวนอื่นใดก็ตามที่ดำเนินการอยูก็สามารถปลูกแซมได้ หรือจะปลูกเป็นไม้เศรษฐกิจเชิงเดี่ยวก็สามารถปลูกปริมาณต่อไร่ได้มากไม่น้อย
น้ำหอมเป็นผลิตภัณฑ์หลักที่ได้มาจากไม้กฤษณาได้รับความนิยมอย่างมากในแถบตะวันออกกลาง เพราะถือว่าเป็นน้ำหอมบริสุทธิ์ และสามารถนำมาทำผลิตภัณฑ์อื่นได้อีกหลากหลาย เช่น กำยาน ธูปหอม หรือ ดอกไม้จันทน์เป็นต้น
ดังนั้นไม้กฤษณาจึงเป็นทางออกทางหนึ่งที่น่าจับตามอง เพราะเป็นไม้เศรษฐกิจที่สร้างรายได้อย่างจริงจังให้กับเกษตรกรชาวภาคตะวันออกได้ดียิ่ง จึงนำเสนอให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับเกษตรกรที่ต้องการผ่าวิกฤติเศรษฐกิจในขณะนี้ไปด้วยดีอีกทางหนึ่ง

ลักษณะทั่วไปของไม้กฤษณา
ไม้กฤษณาเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ สูงตั้งแต่ 5-40 เมตร ไม่ผลัดใบ ขึ้นในป่าดิบชื้นและป่าดิบแล้ง หรือที่ราบใกล้กับแม่น้ำ ลำธาร และสามารถขึ้นในพื้นที่ ที่มีความสูงถึง 1,100 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ในธรรมชาติไม้กฤษณาจะมีความสูงแตกต่างกันไปในแต่ละชนิด ลำต้น เปลาตรง เปือกนอกเรียบสีเทาอมขาว หนาประมาณ 3-5 ม.ม. มีรูระบายอากาศสีน้ำตาลกระจายอยู่ทั่วไป เปลือกนอกจะปริเป็นร่องเล็กๆ เมื่อมีอายุมาก เปือกในมีสีขาวอมเหลือง เรือนยอดเป็นพุ่มทรงเจดีย์ต่ำ หรือรูปกรวย ใบเป็นใบเดี่ยวรูปไข่หรือรูปยาวขอบขนาน ดอกมีสีขาวสีเขียวอ่อนออกช่วงฤดูร้อน ผลมีเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ลักษณะแข็งเมื่อผลแก่จะแตกมีเมล็ด 1-2 เมล็ด ต่อหนึ่งผล เนื้อไม้สีขาวนวลเป็นไม้เนื้ออ่อนเสี้ยนตรง เนื้อไม้ปกติไม่มีกลิ่น เมื่อมีน้ำมันมาสะสมจะมีสีน้ำตาลถึงดำ มีกลิ่นหอมโดยเฉพาะเมื่อเผาไฟ ส่วนที่มีน้ำมันนี้ มักเรียกกันว่า แก่นกฤษณา
การขยายพันธุ์
สามารถขยายพันธุ์โดยวิธีเพาะด้วยเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ และ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ แต่ที่นิยมส่วนใหญ่นำเมล็ดมาเพาะชำเป็นกล้าไม้ โดยเมล็ดที่นำมาเพาะชำ เมื่อเก็บมาแล้วควรนำมาเพาะทันที จะมีอัตราการงอกประมาณร้อยละ 70 หากเก็บเมล็ดไว้นานอัตราการงอกจะลดลง
การกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติของไม้กฤษณา
กฤษณาเป็นไม้สกุล Aquilaria ซึ่งมีทั้งหมด 15 ชนิด ในประเทศไทยพบไม้กฤษณาในสกุลนี้อยู่ 4 ชนิด กระจายอยู่ในป่าธรรมชาติของไทย ดังนี้
1. Aquilaria crassna มีการกระจายพันธุ์ทั่วเกือบทุกภาค ยกเว้นภาคใต้พบในป่าดิบชื้นและดิบแล้ง ทางภาคเหนือที่จังหวัด เชียงราย แพร่ น่าน กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบที่จังหวัด ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และภาคกลางพบที่จังหวัด นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง จันทบุรี ความสูงประมาณ 10-30 เมตร เปือกนอกสีเทาปนขาวเรียบหรือนูนไม่เรียบ ผลค่อนข้างกลม ขนาด 2.5-3.5x2.25 ซ.ม.
2. Aquilaria malaccensis พบเฉพาะภาคใต้ ในพื้นที่ที่มีความชุ่มชื้น เช่น กระบี่ ตรัง พัทลุง ยะลา เป็นต้น มีเรือนยอดสูงได้ถึง 40 เมตร เปือกนอกจะเรียบมีสีขาวปนเทา ผลขนาด 2.5-4.0x1.5-2.5 ซ.ม.
3. Aquilaria subintegra เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 5 เมตร ผลรูปรีแคบๆ มีขนประปรายปกคลุม ขึ้นในบริเวณที่เป็นดินร่วน ดินปนทรายระบายน้ำดีเป็นสันดอนที่ระดับความสูง 300-550 เมตร จากระดับน้ำทะเล พบกระจายในจังหวัดปัตตานี อำเภอแว้ง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ฮาลา-บาลา ในจังหวัดนราธิวาส และคาดว่าอาจพบในกัมพูชาด้วย
4. Aquilaria hirta เป็นไม้ขนาดเล็ก มีความสูงถึง 14 เมตร ท้องใบจะมีขนหนานุ่ม ผลรูปหอกกลับพบทางภาคใต้ตอนล่างของไทย พื้นที่อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส พบตามหุบห้วย ตั้งแต่ระดับความสูง 200-500 เมตร จากระดับน้ำทะเล
นอกจากนี้ยังมีพันธุ์ไม้ในสกุล Gyrinops ที่ให้สารกฤษณาได้เช่นเดียวกัน คือ กฤษณาน้อย เป็นต้นไม้ขนาดเล็ก สูง 10-15 เมตร เปือกมีผิวเรียบสีดำ เปือกในปกคลุมด้วยเส้นใยสีเงินขึ้นในป่าดิบที่ลุ่ม ความสูง 200-300 เมตร จากระดับน้ำทะเล แถบตอนบนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว อำภอบุ่งคล้า จังหวัดหนองคาย

รูปแบบการปลูก
การปลูกไม้กฤษณาในปัจจุบันมีการปลูกทั้งที่เป็นการปลูกในเชิงเดี่ยว และการปลูกแบบผสมผสาน และปลูกแทรกในสวนไม้เศรษฐกิจชนิดอื่นๆ ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้
1. การปลูกไม้กฤษณาในเชิงเดี่ยว ระยะการปลูกทั่วไปที่เหมาะสมของไม้กฤษณาคือ 2x4 เมตร (200 ต้นต่อไร่) แต่ส่วนใหญ่แล้วผู้ขายกล้าไม้จะแนะนำให้ปลูกที่ระยะที่ 2x2 เมตร (400 ต้นต่อไร่) เมื่อพิจารณาถึงจำนวนต้นไม้ต่อพื้นที่หนึ่งไร่แล้ว จะเห็นได้ว่า การปลูกไม้กฤษณาในระยะการปลูกดังที่กล่าวมาข้างต้น จะเป็นการใช้กล้าไม้กฤษณามากเกินความจำเป็น เพราะว่าเมื่อผ่านไประยะหนึ่งต้นไม้จะโตขึ้น แต่มีพื้นที่ด้านข้างลำต้นจำกัด คือมีระยะทรงพุ่มเพียงด้านละ 1 เมตรเท่านั้น เมื่อต้นไม้โตขึ้นก็จะไปเบียดกับอีกต้นหนึ่ง ทำให้ต้นที่ถูกเบียดบัง ไม่เจริญเติบโต จำเป็นต้องตัดสางขยายระยะออกเพื่อให้ต้นไม้ที่เหลืออยู่เจริญเติบโตต่อไป แต่ต้นกฤษณาที่ตัดสางออกไปนั้นยังมีขนาดเล็กอยู่ อาจจะไม่มีสารกฤษณาเกิดขึ้นเลย และการใช้ประโยชน์เนื้อไม้กฤษณาในด้านอื่นๆ ยังมีจำกัด และไม่มีตลาดรองรับที่ชัดเจน ทำให้ไม้ที่ตัดสางออกไปอาจจะลงทุนเสี่ยเปล่าได้
2. การปลูกแบบผสมผสาน
แนวทางการแก้ไขปัญหาที่จะเกิดกับการปลูกไม้กฤษณาเชิงเดี่ยว คือ การปลูกไม้กฤษณาร่วมกับไม้เศรษฐกิจชนิดอื่นๆ แบบผสมผสาน อาจจะนำไม้โตเร็วมาปลูกร่วมเพื่อลดจำนวนกล้าไม้กฤษณาที่จะต้องจัดหามาปลูกในพื้นที่ และเมื่อจำเป็นที่จะต้องตัดสางขยายระยะออกไปก็จะตัดไม้โตเร็วนั้น และสามารถนำไม้โตเร็วไปใช้ประโยชน์หรือจำหน่าย ทำให้มีรายได้จากไม้โตเร็ว ก่อนที่ไม้กฤษณาจะให้ผลผลิตได้ และไม้กฤษณาที่เหลืออยู่ก็จะมีการเจริญเติบโตต่อไป ตัวอย่างเช่น หากกำหนดให้มีระยะปลูก 2x4 เมตร จะต้องใช้กล้าไม้จำนวน 200 ต้นต่อไร่ อาจใช้กล้าไม้กฤษณาเพียง 100 ต้นใช้ไม้โตเร็วชนิดอื่น เช่น กระถินเทพา สนประดิพัทธ์ เป็นต้น มาปลูกให้เต็มจำนวน
3. การปลูกแทรกในพื้นที่สวนไม้เศรษฐกิจอื่น
ดังที่กล่าวมาแล้วว่า ไม้กฤษณาสามารถปลูกร่วมกับไม้อื่นๆ ได้ จึงสามารถปลูกในสวนยางพารา หรือสวนผลไม้ต่างๆ ได้ แต่ควรคำนึงถึงปริมาณแสงอาทิตย์ที่ต้นกฤษณาจะได้รับด้วย ซึ่งจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของไม้กฤษณาได้ เพราะการที่ปลูกในสวนที่ร่มเกินไป หรือมีแดดมากจนเกินไปจะทำให้ต้นกฤษณานั้นโตได้ไม่เท่าที่ควร และควรคำนึงถึงการปลูกร่วมกับไม้ผลัดใบในฤดูแล้งอย่างไม้สีเสียดแก่นที่ผลัดใบในฤดูแล้งทำให้ต้นกฤษณาได้รับแดดมากในฤดูแล้งจะทำให้การเจริญเติบโตช้าลง ในสภาพที่อากาศแห้งแล้งควรให้น้ำในแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ

การเกิดสารกฤษณา
การสร้างสารกฤษณาเป็นกระบวนการรักษาบาดแผลของต้นกฤษณา ไม่ว่าจะเป็นแผลเกิดจากแมลงขุดเจาะ หรือเกิดจากสาเหตุใดๆ ก็ตามทำให้เกิดแผลขึ้น ต้นกฤษณาจะสร้างสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสารกฤษณามาสะสมที่บาดแผล ยิ่งทิ้งบาดแผลไว้ให้นาน ก็จะมีการสะสมสารกฤษณามากขึ้นจนเป็นสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ในระยะเวลา 6 เดือนถึง 1 ปี แต่จะมีปรากฏเพียงแถบแคบๆ รอบบาดแผล สารกฤษณาที่เป็นสีดำนี้เองเป็นสารกฤษณาเกรดดีที่มีคุณภาพสูง แต่เนื่องจากมีปริมาณน้อย จึงนำไปกลั่นสกัดเป็นน้ำมันกฤษณา
การกระตุ้นให้เกิดสารกฤษณา
ตามธรรมชาติแล้วกฤษณาจะเกิดสารกฤษณาขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยการขุดเจาะของหนอน แมลง และสัตว์ป่าอื่นๆ ที่ทำให้เกิดบาดแผล แต่เนื่องจากมนุษย์ต้องการสารกฤษณาเป็นจำนวนมากจึงมีวิธีการกระตุ้นกฤษณาให้เกิดสารขึ้น จากภูมิปัญญาชาวบ้านซึ่งสืบทอดกันมาจากการเข้าไปหากฤษณาในป่า มีวิธีให้สว่านเจาะตามลำต้นให้เกิดบาดแผล แล้วใช้เหล็กเผาไฟจี้ในแผลที่เจาะบ้าง ใช้น้ำเชื่อมหยอดใส่ในรูแผลที่เจาะบ้าง บางรายก็ใช้น้ำเกลือหยอด และยังมีวิธีการอื่นๆ อีกตามความรู้และประสบการณ์ แล้วทิ้งบาดแผลไว้ประมาณ 1 ปี ต่อมาผู้ปลูกไม้กฤษณาได้ทำการกระตุ้นด้วยการใช้ตะปูตอกตามลำต้น และใช้มีดสับลำต้นและกิ่งให้เกิดแผล แต่มีข้อควรระวังว่าการทำให้เกิดบาดแผลมากจนเกินไปนั้นเชื้อราอาจจะเข้าทำลายจนทำให้ต้นกฤษณาตายได้ สำหรับกฤษณาที่มีความสมบูรณ์มากๆ นั้นอายุต้นเพียง 4 ปีก็สามารถเกิดสารกฤษณาได้แล้ว แต่ส่วนใหญ่จะนิยมทำการกระตุ้นเมื่ออายุได้ 6-7 ปี ซึ่งช่วงนี้เองที่ทางโรงกลั่นจะรับซื้อเพื่อทำการกระตุ้นให้เกิดสารด้วยตัวเองแล้วจึงนำไปกลั่น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น